พระราชดำรัส และ พระราโชวาท
สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิต์ พระบรมราชินีนาถ
เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา
6 รอบ
12 สิงหาคม 2547

 

“...หนุ่มสาวที่ยังไม่เจนต่อวิถีชีวิตอันยุ่งยากในโลกพากันละทิ้งศาสนา โดยอ้างว่าที่ไม่นับถือศาสนา ก็เพราะ
ศาสนาเป็นของล้าสมัย ไม่ก้าวหน้าไปกับโลกวิทยาศาสตร์ที่กำลังเจริญอยู่ เขาหารู้ไม่ว่า เยาวชนควรยึดถือ
ความเจริญทั้งทางโลกวัตถุ และหลักปฏิบัติทางศาสนาควบคู่กันไป
...”

พระราชดำรัส ในพิธีเปิดโครงการวันแม่
ณ หอประชุมโรงเรียนเซนต์คาเบรียล วันที่ 4 ตุลาคม 2515


“...ข้าพเจ้านั้นภูมิใจเสมอว่า คนไทยมีสายเลือดของช่างฝีมืออยู่ทุกคน ไม่ว่าจะเป็นชาวไร่ ชาวนา
หรืออาชีพใดอยู่สารทิศใด คนไทยมีความละเอียดอ่อนและฉับไวต่อการรับศิลปะทุกชนิด ขอเพียงแต่ให้เขา
มีโอกาสได้เรียนรู้และฝึกฝนเขาก็จะแสดงความสามารถออกมาให้เห็นได้
...”

พระราชดำรัส พระราชทานแก่คณะบุคคล ต่างๆ ที่เข้าเฝ้าฯ ถวายพระพรชัยมงคล
เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา
ณ ศาลาดุสิดาลัย วันที่ 11 สิงหาคม 2532


“...ความเจริญทางวัตถุจำต้องควบคู่ไปกับความเจริญทางจิตใจ จึงทำให้ชีวิตมนุษย์สมบูรณ์และมีค่า
บุคคลแม้จะเป็นผู้ที่ขาดความมั่นคงทางวัตถุ แต่ร่ำรวยยิ่งในด้านคุณธรรม มีความรักและห่วงใยในเพื่อนมนุษย์
จึงนับว่าเป็นผู้ที่พระพุทธศาสนายกย่องแล้วว่าเจริญแท้
...”

พระราชดำรัส พระราชทางแก่นักศึกษาวิชา พยาบาล
ณ หอประชุมราชแพทยาลัย วันที่ 31 กรกฎาคม 2510


“...ศาสนาทุกศาสนามุ่งสอนให้คนประพฤติดี ให้ตั้งอยู่ในสุจริตธรรม ศาสนาเป็นที่พึ่งตลอดไปของมนุษย์
ทั้งในยามสุขและในยามทุกข์ ช่วยเตือนสติเราไม่ให้ประมาทหลงระเริงในยามยินดีมีความสุข ช่วยเราไม่ให้หมดสติ
รู้สึกเคว้งคว้างในยามมีทุกข์
...”

พระราชดำรัส ในพิธีเปิดงานโครงการวันแม่
ณ หอประชุมโรงเรียนเซนต์คาเบรียล วันที่ 4 ตุลาคม 2515


“...ในการรวมตัวกันเพื่อทำงานต่างๆนั้น ย่อมจะมีปัญหาเกิดขึ้นบ้าง แต่ปัญหาใดๆก็ย่อมขจัดเสียได้
โดยอาศัยความสามัคคีเป็นคุณธรรม ที่จะร้อยรัดให้ทุกคนเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ขอเพียงแต่ละคนไม่ยึดถือ
อัตตา คือตัวตนของผู้หนึ่งผู้ใดเป็นส่วนใหญ่เท่านั้น
...”

พระราชดำรัส ในพิธีเปิดการประชุมใหญ่สามัญประจำปี ของสภาสตรีแห่งชาติฯ
หอประชุมมนังคศิลา วันที่ 22 พฤษภาคม 2530


“...การบำเพ็ญประโยชน์ที่แท้จริง คือการทำหน้าที่เพื่อประโยชน์ของหน้าที่ ทำเพื่อมุ่งผลของงาน
ทำด้วยจิตใจหวังดีต่อมนุษย์โลก ทำโดยไม่คิดว่าผลประโยชน์นั้นจะมาสู่ตัวเรา ทำเพื่อประโยชน์ของหน้าที่
และเพื่อผู้อื่น
...”

พระราชดำรัส ในพิธีเปิดงานบำเพ็ญประโยชน์
ณ ศาลาไคเช็กชนม์ วันที่ 1 มีนาคม 2511


“...ผู้สำคัญตนว่ามีความฉลาดสามารถเป็นเสิศอยู่เสมอนั้น มักพาตัวไม่รอด เพราะความสำคัญตนเช่นนั้น
จะปิดบังโอกาสที่จะขวนขวาย หรือได้มาซึ่งปัญญาที่สูงขึ้นไป ตัวอย่างก็มี
ปรากฎในประวัติการณ์ของโลก
มาแล้วมากมาย ที่ผู้มีปัญญาความสามารถและอำนาจ ต้องพ่ายแพ้ล่มจมไป
...”

พระราโชวาท ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
ณ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร วันที่ 24 มีนาคม 2518


“ ...ปัจจุบันนี้ในต่างประเทศทั่วโลก เด็กหนุ่มสาวเห็นว่าศาสนาซึ่งมีมาตั้งแต่โบราณกาลนั้นเป็นของล้าสมัย
จึงพากันละทิ้งเสีย เมื่อต้องประสบกับความผิดหวังก็หันเข้าหายาเสพติดเป็นที่พึ่ง เพื่อให้ลืมความทุกข์ชั่วขณะ
แต่หารู้ไม่ว่ายาเสพติดนั้นหากใช้อยู่เสมอจะลดความเป็นมนุษย์ลงทุกที
...”

พระราชดำรัส ในพิธีเปิดการประชุมใหญ่ของสถาบันแม่ชีไทย
ณ ห้องประชุมตึกสภาการศึกษามหามกุฎราชวิทยาลัย วันที่ 6 เมษายน 2515


“...ศาสนาพุทธสอนเราไม่ให้เบียดเบียนผู้อื่น แต่ให้มีความเมตตากรุณา ฉะนั้น เราควรเห็นอกเห็นใจ
อดทนต่อความนึกคิดของผู้อื่น แม้ว่าจะขัดต่อความนึกคิดของเราก็ตาม ไม่ยึดแต่ความคิดของตนเองเป็นที่ตั้ง
กระทำตนให้เป็นผู้ที่มีความคิดแตกฉาน ดังที่พระพุทธองค์ทรงสอนไว้ว่า ให้อยู่อย่างฉลาด ด้วยปัญญา
...”

พระราชดำรัส ในพิธีเปิดการประชุมใหญ่ของสถาบันแม่ชีไทย
ณ ห้องประชุมตึกสภาการศึกษามหามกุฎราชวิทยาลัย วันที่ 6 เมษายน 2515


“...ข้าพเจ้าเห็นว่าเรื่องสุขภาพอนามัยนี้เป็นสิ่งสำคัญ เพราะเป็นพื้นฐานของสิ่งมีชีวิตทั้งมวล ดังคำกล่าวที่ว่า
จิตใจที่แจ่มใสย่อมอยู่ในร่างกายที่แข็งแรง หากประชาชนมีสุขภาพอนามัยสมบูรณ์ ไม่เจ็บไข้ได้ป่วย
ก็จะมีสติปัญญาเล่าเรียน ประกอบสัมมาอาชีพ สร้างสรรค์ความเจริญต่างๆให้บ้านเมือง
...”

พระราชดำรัส พระราชทานแก่คณะบุคคลต่างๆ ที่เข้าเฝ้าฯ ถวายชัยมงคล
เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา
ณ ศาลาดุสิดาลัย วันที่ 11 สิงหาคม 2531


“...เกียรติกับเงินไม่ใช่อันหนึ่งอันเดียวกัน จะเอามารวมกันไม่ได้เลยเป็นอันขาด ผู้ที่เราควรจะยกย่องว่า
มีเกียรติสูงคือ ผู้ที่ไม่เสียชาติเกิด ผู้ไม่ปล่อยเวลาให้ผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์ แต่ใช้เวลาในชีวิตของเขา
ทุกวินาที สะสมคุณงามความดี
...”

พระราชดำรัส ในพิธีพระราชทานเข็มที่ระลึก แก่ผู้บริจาคโลหิต
ณ สถานเสาวภา 17 พฤศจิกายน 2514


“...ปัจจุบันนี้มีปัญหาสังคมเพิ่มขึ้นกว่าแต่ก่อนเป็นอันมาก ปัญหาเหล่านี้หากบำบัดแก้ไขไม่ทันท่วงที
ก็จะกระทบกระเทือนและเป็นภัยถึงความเป็นอยู่ส่วนรวมด้วยอย่างแน่นอน งานสังคมสงเคราะห์
จึงเป็นงานที่มีความสำคัญมาก และจำเป็นที่ทุกๆฝ่ายจะต้องร่วมมือกันทำอย่างจริงจัง
...”

พระราชดำรัส ในพิธีเปิดการประชุมการสังคมสงเคราะห์
ณ ศาลาสันติธรรม วันที่ 2 เมษายน 2508


“...คนเราเมื่อขาดที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจแล้ว จะเกิดความว้าวุ่น พอมีความทุกข์จะหันหน้าเข้าคว้าเอา
สิ่งที่เป็นอันตรายต่อชีวิตของตน เพื่อให้ลืมเรื่องเฉพาะหน้าชั่วคราว เช่น ยาเสพติด เพราะยาเสพติดทำให้คนมึนเมา
ขาดสติสัมปชัญญะ มักประพฤติแต่ความชั่ว เปรียบเสมือนปลาติดเบ็ด ยากนักที่จะหลุดพ้นออกไปได้
...”

พระราชดำรัส ในพิธีเปิดงานโครงการวันแม่
ณ หอประชุมโรงเรียนเซนต์คาเบรียล วันที่ 4 ตุลาคม 2515


“...มนุษย์เป็นแต่เพียงสัตว์ที่สอนได้ ต่อเมื่อได้รับการศึกษาอบรม ประกอบกับขวนขวายหาความรู้รอบตัว
อย่าง
เนืองนิจ และใช้ความฉลาดของตนนำความรู้นั้นมาพินิจพิจารณาอยู่เสมอ ไม่ว่าจะทำอะไร จึงจะเข้าใจ
หลักเกณฑ์ว่าเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ มีสติ มีปัญญา
...”

พระราโชวาท ในพิธีพระราชทานประกาศนียบัตรผดุงครรภ์
ณ หอประชุมราชแพทยาลัย วันที่ 15 ตุลาคม 2513


“...เมืองไทยเรารอดมาได้โดดเดี่ยวอย่างน่าหวาดเสียว ในท่ามกลางเพื่อนบ้าน ประเทศเพื่อนบ้าน
ต้องบ้านแตก หนีภัยกันอย่างอุตลุด เอาชีวิตไปทิ้งในท้องทะเลก็มาก เราไม่เป็นอย่างนั้นเพราะว่าเรา
มีความสามัคคี มีจิตใจที่กว้าง หมายความว่าสมองความคิดกว้าง
...”

พระราชดำรัส พระราชทานแก่คณะบุคคลต่างๆที่เข้าเฝ้าฯ ถวายชัยมงคล
เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา
ณ ศาลาดุสิลาลัย 11 สิงหาคม 2525


“... การสะสมและสร้างคุณงามความดีนี่แหละที่เรียกว่า การสร้างบารมี เป็นความดีอย่างหนึ่งในเมืองเรา
ที่มีคนใจคอเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กัน ทำประโยชน์ให้ผู้อื่น รู้จักเหลียวแลดูรอบๆ ตัวเรา ถ้าหากมีแต่ความทุกข์
เราผู้เดียวจะมีความสุขได้อย่างไร จึงควรช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ทำให้ส่วนรวมคือชาติบ้านเมืองสงบและร่มเย็นเป็นสุข
...”

พระราชดำรัส ในพิธีพระราชทานเข็มที่ระลึกแก่ผู้บริจาคโลหิตให้สภากาชาดไทย
ณ อาคารใหม่ สวนอัมพร วันที่ 26 กรกฎาคม 2517


“... ในโลกปัจจุบัน เราจะมีความสุขแต่ลำพังโดยไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนของคนอีกหลายคนที่แวดล้อม
เราอยู่นั้นไม่ได้ ผู้มีความเมตตาจิตหวังประโยชน์ส่วนรวม ย่อมรู้จักแบ่งปันความสุขเพื่อผู้อื่นและ
พร้อมที่จะช่วยบรรเทาความทุกข์ของผู้อื่น ตามกำลงและโอกาสเสมอ
...”

พระราชดำรัส พระราชทานแก่คณะกรรมการอาสาสมัคร สภาสังคมสงเคราะห์ฯ
ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน วันที่ 2 มีนาคม 2510


“...มนุษย์เรานี้ควรจะมีการให้ต่อกันบ้าง อย่างน้อยก็ให้เวลาสดับตรับฟังความทุกข์ของผู้อื่น ไม่ใช่จะงกๆ เงิ่นๆ
ละโมภหาแต่ความสุข กอบโกยหาโชคลาภสู่ตนเองโดยไม่นึกถึงผู้อื่น เมื่อเราไม่ยื่นมือเข้าช่วยเหลือซึ่งกันและกันแล้ว
เราจะมีความสุขยั่งยืนได้อย่างไร
...”

พระราชดำรัส ในพิธีพระราชทานเข็มที่ระลึกแก่ผู้บริจาคโลหิตให้สภากาชาดไทย
ณ อาคารใหม่ สวนอัมพร วันที่ 20 กันยายน 2516


“...พระบาทสมเด็จพระบาทพระเจ้าอยู่หัว รับสั่งกับข้าพเจ้าเสมอว่า ไม่มีที่ไหนเหมือนแล้วเมืองไทย
ที่คนไม่ว่าจะยากจนเพียงไร ยังเบิกบานชุ่มชื่นในการให้ ข้าพเจ้าเชื่อว่านี่คือมรดกอันประเสริฐที่คนไทย
เราได้รับตกทอดกันมาหลายร้อยปี เราเป็นแผ่นดินแห่งพระบวรพุทธศาสนา อบรมสั่งสอนกันมานาน
ให้รู้จักทำบุญด้วยการให้
...”

พระราชดำรัส พระราชทานแก่คณะบุคคลต่างๆ ที่ เข้าเฝ้าฯ ถวายชัยมงคล
เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา
ณ ศาลาดุสิดาลัย 10 สิงหาคม 2527


“...ฝนฟ้าไม่ตกต้องตามฤดูกาลนั้น ความจริงเป็นฝีมือมนุษย์นั่นเอง เพราะฉะนั้นถ้าเราจะให้สภาพธรรมชาติ
กลับคืนมาเหมือนเดิม มีแม่น้ำลำธารมีน้ำจืด ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่สุดต่อชีวิตมนุษย์และการพัฒนาประเทศชาติ
พวกเราต้องเข้าใจและช่วยกันรักษาป่า เพื่อเราจะได้มีอนาคตและความหวังร่วมกัน
...”

พระราชดำรัส พระราชทานแก่คณะบุคคลต่างๆ ที่เข้าเฝ้าฯ ถวายชัยมงคล
เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา
ณ ศาลาดุสิดาลัย วันที่ 11 สิงหาคม 2535


“....ปัจจุบันเรามีสิ่งล่อใจมากทางด้านวัตถุ มีสิ่งที่บำรุงบำเรอความสุขที่จะสรรหามาได้ทุกเมื่อ
จนกระทั่งขาดความสำนึกที่ว่า คนเรายิ่งได้ดีมั่งมีสุขสมบูรณ์ ก็ยิ่งสมควรจะต้องสะสมความดียิ่งขึ้น
ไม่ใช่สะสมแต่ทรัพย์สมบัติ จนคิดแต่จะแก่งแย่งกัน กลายเป็นยุคที่ร้อนระอุเป็นอันตรายต่อเสรีภาพของบ้านเมือง
..”

พระราชดำรัส พระราชทานแก่คณะบุคคลต่างๆ ที่เข้าเฝ้าฯ ถวายชัยมงคล
เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา
ณ ศาลาดุสิดาลัย วันที่ 10 สิงหาคม 2527


“...การแผ่เมตตา อันเป็นพุทธโอวาทส่วนหนึ่ง เป็นสิ่งสำคัญที่สุดและเหมาะเป็นหลักปฏิบัติสำหรับโลกปัจจุบันนี้
ซึ่งขณะนี้ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นจากการแก่งแย่งการทำมาหากิน เพราะจำนวนประชากรของโลกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
การอยู่รอดในโลกนี้จึงยากเต็มที ยิ่งวิทยาศาสตร์ก้าวหน้า การคมนาคมรวดเร็วขึ้น การรุกรานเบียดเบียกซึ่งกัน
และกันก็เป็นสิ่งที่ทำง่ายยิ่งขึ้น
...”

พระราชดำรัส ในพิธีเปิดการประชุมใหญ่ของสบันแม่ชีไทย
ณ สภาการศึกษามหามกุฎราชวิทยาลัย วันที่ 1 เมษายน 2516


“...การดำเนินปฏิบัติงานตามหน้าที่ให้ดีที่สุดนั้นเป็นการถูกต้อง แต่ถ้ามีงานอื่นนอกหน้าที่ที่สมควรจะทำด้วย
ก็ต้องทำ จะนึกว่าไม่ใช่ธุระ ไม่ใช่หน้าที่นั้นไม่สมควรอย่างยิ่ง ทุกคนทุกฝ่ายชอบที่จะบำเพ็ญตน
ให้เป็นประโยชน์ทั้งโดยหน้าที่ และโดยความรู้จักรับผิดชอบต่อส่วนรวมและประเทศชาติ ตามโอกาสและ
ความเหมาะสม ไม่ควรเกี่ยงงอนกันเป็นอันขาด
...”

พระราโชวาท ในพิธีพระราชทานปริญาญัตรของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
ณ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร วันที่ 31 มีนาคม 2518


“...คำว่า มนุษย์ นั้นต่างกับ คน อยู่มาก คือ คน หมายความว่าเป็นสัตว์โลกประเภทหนึ่ง แต่ มนุษย์
หมายถึงคนที่มีจิตใจสูง คือมีอุดมคติ เป็นสุภาพชน ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ ทำงานเพื่อประโยชน์ของสังคม
มีความรักที่กว้างขวาง คือรักผลประโยชน์ส่วนรวม ไม่รักแต่ผลประโยชน์ของตนและพวกพ้อง
...”

พระราโชวาท ในพิธีพระราชทานกระบี่แก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยตำรวจ
ณ โรงเรียนนายร้อยตำรวจสามพราน วันที่ 8 เมษายน 2518


“...ปัญญา เปรียบเสมือนแก้วอันมีค่าประจำตัวมนุษย์ที่สมบูรณ์ ปัญญาเกิดได้จากการฟังครูสอน
ได้อ่านประกอบ แล้วนำมาคิดพิจารณาให้ถี่ถ้วนตามคำพระท่านว่า ปัญญายอมเกิดเพราะการฝึกฝน
ผู้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์แล้ว จะทำคุณประโยชน์ให้แก่สังคมได้ก็โดยใช้ปัญญา เพ่งพิจารณาว่า
อะไรเป็นประโยชน์และไม่เป็นภัยแก่ตนเองและแก่สังคม
...”

พระราโชวาท ในพิธีพระราชทานประกาศนียบัตรผดุงครรภ์
ณ หอประชุมราชแพทยาลัย วันที่ 15 ตุลาคม 2513


“...ความเป็นบัณฑิต จะแสวงหาจากการเล่าเรียนวิทยาการชั้นสูงทางวัตถุเพียงอย่างเดียวไม่ได้
หากแต่จะต้องศึกษาและปฏิบัติในทางจิตใจ เพื่อให้เกิดความฉลาดรอบรู้อย่างแท้จริงด้วย
ผู้สำคัญตนว่ามีความฉลาดสามารถเป็นเลิศอยู่เสมอนั้นมักพาตัวไปไม่รอด เพราะความสำคัญตนเช่นนั้น
จะปิดบังโอกาสที่จะขวนขวายหาหรือได้มาซึ่ง
ปัญญที่สูงขึ้นไป
...”

พระราโชวาท ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
ณ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร วันที่ 24 มีนาคม 2518


“...เหตุการณ์ร้ายแรงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นทั่วทุกแห่งในโลกทุกวันนี้ ส่อแสดงว่าคนเป็นส่วนใหญ่ขาดหรือ
แร้นแค้นเมตตาธรรมในจิตใจ หรือมิฉะนั้นก็ไม่เข้าใจในเมตตาธรรมอย่างแท้จริง
จึงก่อกรรมเข็ญเบียดเบียนกันมากขึ้นๆ จนถึงขั้นล้างชาติล้างประเทศกัน ผู้ที่หวังดีต่อโลกและเพื่อนมนุษย์
ควรต้องเร่งแผ่เมตตาให้ผู้อื่น
...”

พระราชดำรัส ในพิธีเปิดการประชมของ มูลนิธิสถาบันแม่ชีไทย
ณ สภาการศึกษามหามกุฎราชวิทยาลัย วันที่ 22 เมษายน 2519


“…การแผ่เมตตาทั้งแก่ตนเองและผู้อื่น ย่อมทำให้เกิดความเจริญและสันติสุข ชุมชนใดที่ มนุษย์
รู้จักแผ่เมตตาต่อกัน ชุมชนนั้นเป็นแหล่งที่เจริญ เพราะการสร้างแต่ความดี และประกอบแต่กรรมดี
จะเป็นหลักในการสร้างสันติภาพอันถาวรยั่งยืน และโลกจะบรรลุถึงความสงบที่ใฝ่หากัน
...”

พระราชดำรัส ในพิธีเปิดการประชุมของ มูลนิธิสถาบันแม่ชีไทย
ณ สภาการศึกษามหามกุฎราชวิทยาลัย วันที่ 22 เมษายน 2519


“...โลกมนุษย์เรานี้ มีทางเดียวที่จะยืนยาวต่อไปโดยไม่เกิดกลียุค ก็ด้วยการรู้จักให้หรือการแผ่เมตตา
ต่อบุคคลที่มีความทุกข์ยากมากกว่าเรา ถ้าไม่มีการแผ่เมตตาหรือการให้กันแล้ว โลกนี้จะไปไม่รอด
คงจะถึงซึ่งวิกฤตอย่างแน่นอน เพราะมนุษย์วันนี้ยุ่งกับการหาผลประโยชน์ใส่ตน จนไม่มีเวลาจะนึกถึงคนอื่น
...”

พระราชดำรัส ในพิธีพระราชทานเข็มที่ระลึกแก่ผู้บริจาคโลหิตให้สภากาชาดไทย
ณ อาคารใหม่ สวนอัมพร วันที่ 20 กันยายน 2516


“...การที่ข้าพเจ้าเตือนให้คนไทยรักษาป่า ไม่ใช่จะเห็นป่าสำคัญกว่าคน แต่ให้รักษาป่าไว้สำหรับเก็บน้ำจืดไว
้เพื่อคน เพราะน้ำมีความสำคัญต่อชีวิตมนุษย์ ข้าพเจ้าจึงขอวิงวอนให้คนไทยช่วยกันรักษาป่า
ซึ่งเป็นแหล่งน้ำเพียงแหล่งเดียวของประเทศไทยไว้ให้ดี
...”

พระราชดำรัส พระราชทานแก่คณะบุคคลต่างๆ ที่เข้าเฝ้าฯ ถวายชัยมงคล
เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา
ณ ศาลาดุสิดาลัย วันที่ 11 สิงหาคม 2537


“…เรื่องที่น่าคิดอยู่ไม่น้อยกว่า เหตุใดเมืองไทยของเราจึงรอดพ้นจากอันตรายร้ายแรงมาแล้วหลายครั้ง
อาจกล้าตอบได้ว่าเพราะในบ้านเมืองของเรายังมีคนดี ที่สร้างสมความดีอยู่เป็นจำนวนมาก
หมายความว่าคนไทยทั้งชาติ ยังนิยมที่จะประกอบกุศลกรรมความดี บารมีของคนดีเหล่านั้นจึงยังสนับสนุน
ให้ผืนแผ่นดินนี้ เป็นดินแดนสงบร่มเย็นอยู่ได้
...”

พระราชดำรัส ในพิธีระราชทานเข็มที่ระลึกแก่ผู้บริจาคโลหิตให้สภากาชาดไทย
ณ อาคารใหม่ สวนอัมพร วันที่ 14 กรกฎาคม 2518


“...บุคคลที่สมควรแก่ความเคารพของคนทั่ว ๆ ไป คือคนที่พยายามสร้างสมความดีตลอดไปในชีวิตของเขา
บุคคลเหล่านี้แหละคือบุคคลที่มีเกียรติสูง และเกียรตินี้จะไม่มีวันหมดสูญไปเหมือนเงินทองของนอกกาย
แม้ชีวิตของเขาทั้งหลายสิ้นไปแล้ว เกียรตินี้ก็ยังคงตกเป็นสมบัติให้ลูกหลานภาคภูมิใจ
...”

พระราชดำรัส ในพิธีระราชทานเข็มที่ระลึกแก่ผู้บริจาค โลหิตให้สภากาชาดไทย
ณ อาคารใหม่ สวนอัมพร วันที่ 14 กรกฎาคม 2518


“...สันติสุขที่ทุกคนเรียกร้องหากันนักหนานั้น จะมีขึ้นได้ก็ต่อเมื่อคนส่วนมากประพฤติตนอยู่ในสุจริตธรรม
ตราบใดที่คนเราเรียกร้องหาสันติสุขกันแต่ปาก แต่กระทำสิ่งทุกอย่างตามอำเภอใจของตนไม่เคยคำนึงถึง
ประโยชน์ส่วนรวมกันเลย จะเกิดความสงบสุขได้อย่างไร
...”

พระราโชวาท ในพิธีพระราชทานประกาศนียบัตรผดุงครรภ์
ณ หอประชุมราชแพทยาลัย วันที่ 26 ตุลาคม 2515


 “...เพราะพวกเราต่างมีความเห็นแก่ตัวด้วยกันทั้งนั้น ไม่มากก็น้อย แต่ใครจะมีกำลังใจควบคุมและ
ระงับความไม่เห็นแก่ตัวนี้ได้มากน้อยแค่ไหนในบางครั้งบางคราว มีคำกล่าวอย่างหนึ่งว่าตัวเรานี่แหละคือ
ศัตรูเราเอง เพราะแต่ละคนมีสัญชาติญาณฝ่ายต่ำ คือความเห็นแก่ตัวเป็นพื้น
...”

พระราชดำรัส ในพิธีพระราชทานเข็มที่ระลึกแก่ผู้บริจาคโลหิตให้สภากาชาดไทย 
ณ สถานเสาวภา วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2511


“...การเสียสละเพราะเมตตาผู้อื่นซึ่งไม่รู้จักมักคุ้นกัน แปลว่าผู้เสียสละนั้นมีใจเจริญคนที่มีใจเจริญนี้แหละ
จะช่วยให้ชาวโลกอยู่กันได้ด้วยดีและมีความผาสุก ถ้าคนส่วนรวมอยู่กันได้ด้วยความสุข
ก็เท่ากับเป็นผลสะท้อนส่งให้ชีวิตส่วนตัวของแต่ละคนที่เสียสละนั้นดีตามไปด้วย
...”

พระราโชวาท ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรการศึกษาพยาบาล
ณ หอประชุมราชแพทยาลัย วันที่ 16 ตุลาคม 2512


“...การแผ่เมตตาให้ผู้อื่นนั้น วิธีสำคัญได้แก่พยายามทักท้วง ห้ามปราม ยับยั้ง ขัดขวางไม่ให้เขาทำผิดทำชั่ว
เพื่อป้องกันเขาไว้มิให้ต้องได้รับผลร้ายของการกระทำชั่วนั้น แม้จะทำให้เขาไม่พอใจหรือขัดเคืองเพียงใด
ก็ต้องทำ เพราะการตามใจหรือปล่อยปละละเลยผู้กระทำผิด ให้กระทำผิดอยู่เรื่อยๆ มิใช่เป็นการเมตตาต่อเขา
...”

พระราชดำรัส ในพิธีเปิดการประชุมของมูลนิธิแม่ชีไทย
ณ สภาการศึกษามหามกุฏราชวิทยาลัย วันที่ 22 เมษายน 2519


“...ทุกวันนี้ที่เกิดความยุ่งยาก ก็เพราะคนละเลยต่อหน้าที่ของตน ทางแก้ไขก็คือต้องเตือนตัวให้สำนึกถึงหน้าที่
และปฏิบัติหน้าที่ให้ครบถ้วนเที่ยงตรง คือตรงต่อภาระ ต่อตัวเอง ตรงต่อผู้อื่น ตรงต่อส่วนรวม
ตรงต่อเหตุผลและความถูกต้อง
...”

พระราชดำรัส ในพิธีพระราชทานเข็มที่ระลึกแก่ผู้บริจาคโลหิตให้สภากาชาดไทย
ณ อาคารใหม่ สวนอัมพร วันที่ 27 มิถุนายน 2518


 

เว็บไซต์เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 12 สิงหาคม 2547
จัดทำโดย สำนักประชาสัมพันธ์เขต 2 กรมประชาสัมพันธ์ สำนักนายกรัฐมนตรี

โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณในการจัดทำ จาก สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล
ที่ตั้ง : สำนักประชาสัมพันธ์เขต 2 ถ.แจ้งสนิท ต.แจระแม อ.เมือง จ.อุบลราชธานี 34000
โทร 0-4531-2116-8 ต่อ 109 โทรสาร 0-4528-1881
E-Mail : it2center@ubon.prdnorth.in.th

เงินด่วนออนไลน์